ผู้จัดการหลายคน ได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้จัดการ เพราะการทำงานอยู่กับบริษัทมานาน จึงได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้จัดการ ผู้จัดการที่ได้รับการเลื่อนขั้น ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่ง ผู้จัดการที่ตนเองได้รับมา เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่าตนเองมีความสามารถที่ดีมาก หรือทำงานได้ดี มีผลงานเข้าตาผู้บริหารระดับสูงจนได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ..โดยการเลื่อนตำแหน่งนี้..ก็ไม่ได้รับการฝึกอบรม ฝึกหัด หรือ เรียนรู้เพื่อให้ตนเองเป็น “ผู้จัดการอัจฉริยะ” เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารคนให้ถูกต้อง..ตามหลักการบริหารทีมงาน..

ผู้จัดการทั้งหลายที่คิดว่าตนเองเป็น “ผู้จัดการอัจฉริยะ” ลองมาสำรวจครวจเช็ค พฤติกรรมการแสดงออกของตนเองว่าเป็นเช่นไร เพราะสิ่งที่ท่านกำลังจะได้อ่าน คือพฤติกรรมยอดแย่ของผู้จัดการที่หลายคนที่ต้องทำงานด้วยไม่พึงปรารถนา..ใครมีพฤติกรรมเช่นนี้ คงบอกได้อย่างเดียวว่าต้องรีบกลับเนื้อกลับใจ จากการเป็น ผู้จัดการยอดแย่ ให้เป็น “ผู้จัดการอัจฉริยะ” โดยด่วน ก่อนจะสายเกินแก้..ถึงเวลานั้น ตำแหน่งผู้จัดการที่คุณเป็นก็จะไร้ความหมาย เพราะปกครองใครเขาไม่ได้..ผลงานก็มีน้อย ถึง ไม่มี เพราะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย..มาดูพฤติกรรมยอดแย่ ดังต่อไปนี้..

1 ผู้จัดการ “อคตินิยม หรือ คิดลบ”
ผู้จัดการบางคนมองสิ่งรอบข้างเป็นลบ สิ่งนั้นก็ไม่ดี สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ โดยเฉพาะกับลูกน้องของตนเอง ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่ถูกใจ ผิดไปหมด มองคนอื่นแย่ไปหมด มีแต่ตำหนิ ติเตียน ใครที่มีอาการเช่นนี้ให้รีบปรับเปลี่ยนโดยไว..ให้เป็นการให้กำลังคนอื่น เพื่อกระตุ้นให้ทีมงานมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ทดลองเปลี่ยน มุมบริหารจัดการ จาก ลบ เป็น บวก แล้วคุณจะเห็นความสำเร็จเป็นเรื่องไม่ยากอีกต่อไป..

2 ผู้จัดการ “เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไป”
ผู้จัดการบางคนไม่เคยฟัง ไม่ให้เครดิตใคร หรือแม้แต่คนที่ตนเองไว้ใจ เพราะความเชื่อมั่นในตนเองนั้นสูงเกินไป ทำให้มองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง มองเห็นแต่สิ่งที่ตนเองทำ ตนเองตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก ความสำเร็จที่เคยทำได้ในอดีต ส่วนใหญ่ก็มักใช้ไม่ได้ในปัจจุบันและอนาคต..ถ้าคุณคือ ผู้จัดการที่กำลังเป็นเช่นนี้ บอกเลย เตรียมล่มสลาย..รีบปรับเปลี่ยนโดยเร็ยด้วยการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่จะทำให้คุณเป็น ผู้จัดการอัจฉริยะ ขึ้นมาได้

 

 

 

3 ผู้จัดการ “ไม่รู้หนาว รู้ร้อน”
มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้หนาวรู้ร้อน เช่นถ้าถามคนรอบข้างว่าผู้จัดการคนนี้ ได้รับการเลื่อนขั้นได้อย่างไร ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตนเองก็ “งงเป็นไก่ตาแตก” ว่าเลื่อนขั้นขึ้นมาได้อย่างไร..ผู้จัดการกลุ่มนี้มีลักษณะคือไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้างรวมถึงไม่สนใจต่อเป้าหมายความสำเร็จของทีมงาน หรือเป้าหมายขององค์กร อุบ๊ะ! ถ้าใครผู้จัดการ ที่มีลักษณะนิสัยเป็นเช่นนี้ ขอให้เข้าใจว่าแล้วจะถึงเป้าหมายได้อย่างไร ไม่มีใครจะผลักดันหรือกระตุ้นให้ทีมงานบรรลุเป้าหมาย ไม่แตกต่างอะไรกับคำว่า เช้าชาม เย็นชาม ใครเป็นเช่นนี้ ต้องรีบเปลี่ยนโดยด่วน โดยการท่องคาถานี้ไว้ตลอดเวลาว่า.. “ต้องรีบเปลี่ยนตัวเอง ดีกว่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนเพราะถ้าคนอื่นเขามาเปลี่ยนเรา เขาจะทำอย่างเดียว คือเปลี่ยนเราออกไปจากบริษัทเขา”..เฮ้อ..งานเข้าละตรู..

 

 

4 ผู้จัดการ “ไม่ตัดสินใจ”
มีคนหลายคนมักให้ความแตกต่างระหว่างผู้จัดการกับพนักงาน คือการกล้าต่อการตัดสินใจ คนที่เป็นผู้จัดการต้องตัดสินใจเป็นกล้าตัดสินใจ และมีแนวทางในการตัดสินใจที่ดี..เชื่อหรือไม่ มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่กังวลถึงผลกระทบของการตัดสินใจของตนเอง ทำให้เลือกที่จะไม่ตัดสินใจดีกว่า..วิธีการก็จะโยนการตัดสินใจไปให้ทีมงานบ้าง ให้คนอื่นบ้างในการตัดสินใจ.. อ้าว..คิดมั๊ย แล้วจะมีผู้จัดการไปเพื่อ….ช่วยตอบหน่อย..

ใครเป็นเช่นนี้ แนะเลยว่าให้เร่ง เพิ่มพูนความรู้ ไปเรียน หลักการเพื่อเป็นผู้จัดการอัจฉริยะ เพราะถ้าคุณไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ก็ขอให้เข้าใจว่า ผลงานมักตกไปอยู่กับคนที่มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง..เสมอ ๆ จำไว้จะเพ่..แล้วจะเป็นผู้จัดการไปเพื่อ…

5 ใช้อารมณ์
ผู้จัดการบางคนใช้พระเดชในการปกครอง ไม่รู้เป็นอะไรมาหรือกินยาไม่เขย่าขวด ทำให้ผู้จัดการคนนี้มักมีอากัปกิริยาแสดงออกแบบใช้อารมณ์ ไม่พอใจ อารมณ์เสียอยู่ร่ำไป..ไม่ว่าใครจะทำอะไรให้ก็ไม่พอใจ..ผิดไปหมด ไม่ได้ดั่งใจ ทำให้คนรอบข้างหนีห่างกันหมด อ้าว..แล้วอย่างนี้ ใครจะทำงานให้ละ..ผู้จัดการคนไหนเป็นเช่นนี้ บอกเลยให้รีบสงบสติอารมณ์ และท่องไว้ “จะเป็นใหญ่ ใจต้องนิ่ง” ถ้ายังไม่นิ่ง ก็จะบอกว่า ให้ระวัง เพราะเขาจะไปทำให้นิ่ง ๆ อยู่ที่บ้านแบบว่าง ๆ แล้วจะหนาว..

 

v
 ถ้าคุณคือ ผู้จัดการ ก็ขอให้เข้าใจว่า
พันธกิจหลักของการบริหารทีมงานคือ..
การสร้างแรงบันดาลใจ สร้างวินัย ให้ความเคารพ
สอนงาน กระตุ้นและให้รางวัล..

6 หมกเม็ด ปกปิด
ผู้จัดการบางคนกลัวลูกทีมจะเก่งกว่า หรือบางคนพยายามที่จะสร้างคุณค่าในตนเองให้มาก ๆ เพื่อต่อรองกับบริษัท วิธีการที่มักนำมาใช้ก็คือไม่ยอมบอก ไม่ยอมสอน ทุกอย่างเป็นความลับสุดขอบฟ้า พนักงานของตนเองจะรู้ไม่ได้ หรือบางครั้งจำเป็นต้องบอก ก็บอกไม่หมด คนที่รับไป ก็จะจำแบบผิด ๆ ถูก ๆ บอกเลย ผู้จัดการคนไหนเป็นเช่นนี้ คุณจะยังต้องเหนื่อยไปอีกนานแสนนาน เพราะทุกคนเขาจะไม่ทำ ทำไม่เป็น หรือทำผิด ก็จะรอให้คุณกลับมาทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณล่วงรู้ความลับอยู่คนเดียว..เป็นไง อย่าบ่นว่าเหนื่อยละ..

 7 ยุ่งตลอดเวลา
ผู้จัดการบางคน ก็เข้าถึงยากมาก งานเยอะ ยุ่งทั้งวัน บริษัทญี่ปุ่นจึงมักไม่ยอมให้ผู้จัดการมีห้องส่วนตัว เพราะไม่เช่นนั้นผู้จัดการหลายคนมักปิดห้องทำงาน ทำให้ทีมงานเข้าไม่ถึง เพราะเกรงใจเห็นว่า ผู้จัดการของตนเองนั้น ยุ่งมาก ถึงมากที่สุด การเป็น ผู้จัดการ จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของหลายฝ่าย ทีมงานต้องการให้ ผู้จัดการช่วยเหลือ ผู้บริหารต้องการให้ผู้จัดการสื่อสารกับทีมงาน ดังนั้น ผู้จัดการต้องทำตัวเองเป็นศูนย์กลางแต่ถ้าปรากฏว่า ผู้จัดการมัวแต่ยุ่งอยู่ ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน แล้วใครจะกล้าเข้าหา..เส้นทางการบริหารของผู้จัดการจะลำบาก ให้ท่องคาถาไว้ว่า.. “ปล่อยวางเสียบ้างนะ” หันมองคนอื่นบ้าง ก่อนที่จะไม่เหลือใครให้มอง..ถึงเวลานั้นก็จะลำบากถาวร..

 8 ล้วงลูก จับผิด
ผู้จัดการแบบนี้ ถ้าจะเรียกอย่างนี้ก็คงจะไม่ผิดว่าเป็น “ผู้จัดการ ขี้ระแวง” ลักษณะนิสัย ก็จะไม่ไว้วางใจไปหมด ทำอะไร ผู้จัดการก็ต้องขอมามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเล็ก ถึงเรื่องใหญ่ ๆ ขอให้ผู้จัดการที่เป็นเช่นนี้ เข้าใจว่า ทีมงานเขาอึดอัด หัดไว้ใจคนอื่นเสียบ้าง..ให้ท่องไว้ว่า “เราก็เคยเป็นเด็ก เรายังผ่านตรงนั้นมาได้” แล้วลองให้ทีมงานทำ ให้เขาตัดสินใจเองบ้าง เท่านี้แหละ สังคมการทำงานก็จะเจริญสุข..เพราะมีแต่ความไว้ใจกัน..

9 ลงมาทำเองทุกอย่าง
มีคำโบราณมักเปรียบเทียบว่า “ผู้จัดการนิสัยเสมียน” หรือ “ครูใหญ่นิสัยภารโรง” คำเหล่านี้มักเป็นคำที่เปรียบเปรยว่าผู้บริหารบางคน ชอบลงมาทำงานแบบที่พนักงานทำ เท่ากับแย่งงานของพนักงาน ทั้ง ๆ ที่งานตนเองนั้นควรทำงานที่ต้องรับผิดชอบ..แต่ไม่กลับไม่ทำ..ก็คืองานบริหารที่ตนเองต้องทำ กลับทำได้ไม่ดี เพราะมัวแต่ไปทำงานทุกอย่าง  ใครเป็นเช่นนี้ คงต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรม โอนถ่ายงานที่ไม่ต้องรับผิดชอบมาก ให้ทีมงานทำเสียบ้าง..เท่านี้เอง ความเจริญรุ่งเรืองในแผนกก็จะเกิดขึ้นในทันที..

 

 

10 ข่มขู่
ผู้จัดการบางคน มักคิดว่า ไม้เรียวของครูนั้นสร้างคนให้เป็นใหญ่มามาก โดยลืมไปว่า มีคนที่เป็นใหญ่ ก้าวหน้าจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ผ่านการตีของครู..เพราะฉะนั้นผู้จัดการที่ตัดสินใจที่จะข่มขู่พนักงาน ให้พนักงานกลัวบ้าง วาดภาพความน่ากลัวให้พนักงานเห็น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้พนักงานทำงานมาก ๆ แต่ผลปรากฏว่า ทุกคนกังวล ทุกคนกลัว ทำให้ทุกคนต่างอยากเอาเองตัวรอด ไม่สนใจความสำเร็จขององค์กร เพราะต่างทำอะไรเพื่อตัวเองให้รอดก่อน..ใครเป็นผู้จัดการแบบนี้ รีบแก้ไขบุคลิก ข่มขู่โดยด่วน เปลี่ยนทำ พูด ด้วย จิตวิทยาและวาทศิลปในการโน้มน้าวใจ ทีมงาน ทำให้ทีมงานมีกำลังใจที่เพียงพอที่จะต่อสู้เพื่อความสำเร็จของทีมตนเอง ส่งผลถึงความสำเร็จขององค์กร..

คำกล่าวที่ว่า ขึ้นเป็นผู้จัดการว่ายาก แต่การเป็นผู้จัดการอัจฉริยะ ที่เพรียบพร้อมด้วยความสามารถ เข้าใจหลักในการบริหารทีมงาน เป็นเรื่องที่ยากมากว่า…จึงอยากบอกเหล่า บรรดาผู้จัดการทั้งหลายว่า..ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่บรรดา ผู้จัดการอัจฉริยะ จะหันมามุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง..เพื่อสร้างผลสำเร็จให้กับองค์กรอย่างยั่งยืนตลอดไป..ห่วงเลย..

ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย