ใครที่เป็นผู้จัดการหรือกำลังเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ ทางรอดของ “ผู้จัดการ ในยุคนี้เป็นเช่นไร “จะอยู่หรือไป” “จะตายหรือเกิดใหม่” เพราะมีผู้จัดการยุคเก่า ๆ  จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง มีรายได้มากมาย และหลายคนยังทำงานอยู่ในองค์กรต่าง ๆ บางคนทนแรงกดดันได้ ก็อยู่กันไป บางคนบริษัทเกรงใจ ก็ให้ทำงานไป ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันไม่มีผลงานเลย นิ่งสนิท หรือมีบ้างแต่ก็ไม่เข้าตากรรมการ ที่อยู่ได้ ด้วยเหตุผลเดียวก็คือความเกรงใจของเจ้าของบริษัท ที่เห็นว่าทำงานมานาน คนเก่าแก่ แต่ผู้จัดการรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกให้ออก หรือ ถูก เออรี่รีไทม์ ก่อนเวลาอันสมควร เรียกได้ว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ชีวิตลำบาก.. เพราะปรับตัวไม่ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมาก

 

 

T

“ที่สำคัญผู้จัดการเหล่านี้ก็ยัง

มีความเชื่อเดิม ๆ อยู่ว่า..

เคยทำแบบนี้มาก่อน

โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตนเอง”

..

วันนี้ลองมาวิเคราะห์เบื้องหลัง “ความสำเร็จของผู้จัดการ” รุ่นเก่า ๆ นี้ ส่วนใหญ่มาในยุคที่ไม่มีเครื่องไม้ เครื่องมืออะไรมากมาย ใช้แต่ความ “อึด” คือความพากเพียรอุตสาหะของผู้จัดการเอง เช่น ผู้จัดการ บางคนทำงาน หามรุ่ง หามค่ำ ดูแล้วเหมือนยากลำบากมาก แต่ถ้าถามคนรุ่นใหม่ว่า ตนเองสนใจทำงานหนักเช่นนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า ผู้จัดการยุคใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม คนยุคเก่า ๆ ทำไมต้องทำงานหนักมากเช่นนั้น เพราะฉะนั้นยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เวลาเปลี่ยน หลายคนมองว่าสถานการณ์การแข่งขันเช่นปัจจุบันเป็นอุปสรรค แต่ ผู้จัดการอัจฉริยะ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับมองว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของโอกาส เพราะในขณะที่หลายคนกำลังงุนงง กับ สภาวแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ถ้าตนเองมีทักษะที่ดีกว่า มีความรู้ความสามารถมากกว่า ย่อมไปเร็วกว่าคนอื่น เห็นก่อน ทำก่อน ย่อมได้เปรียบ..ย้อนไปดูยุคการก่อตั้ง Facebook ด้วยแนวคิดที่จะนำรูปคนนั้น คนนี้มาโชว์ให้คนอื่นดู ในขณะนั้น ยังไม่มีใครคิดได้เช่นนั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook เริ่มธุรกิจก่อนใคร ย่อมได้เปรียบ ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจากคนเดิมที่ทำได้แก่ Hi5 ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าใครจะมาทำแนว ๆ นี้ คือเล่นกับรูปภาพคน แสดงภาพให้คนอื่นดู เรียกได้ว่า ทำยากมากขึ้น ขนาด กูเกิล พยายามผลักดัน กูเกิลพลัส ที่เกี่ยวกับเรื่องการแสดงรูปขึ้นมายังไม่ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของ Facebook จึงอยู่ที่ว่าเริ่มก่อน เริ่มเร็ว ทำเร็วแล้วก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำไปเรื่อย ๆ จะประสบความสำเร็จ แต่ผู้จัดการส่วนใหญ่มองเกมธุรกิจ ไม่ขาด

การก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการในอดีตนั้น หลายคน ขึ้นมาเป็นผู้จัดการแบบโชคช่วยอำนวยผล คือไม่มีคนยอมเป็นผู้จัดการบ้าง ทำงานมานานบ้างถือว่ารู้งานดี แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะการรู้งานมาดี ไม่ได้หมายถึงจะขึ้นมาเป็นผู้จัดการได้ดี จะมี “หลักสูตรอบรมผู้จัดการ” ที่ไหน ที่จะทำให้การเรียนรู้ เรื่อง การเป็น ผู้จัดการอัจฉริยะ ได้เป็นอย่างดี ในระยะเวลาอันสั้น เห็นผล ตรงประเด็น เพราะการเป็นผู้จัดการในปัจจุบัน อยู่ในยุคสมัยที่มีสภาพการทางธุรกิจเปลี่ยนไปมาก การแข่งขันรุนแรง จะเห็นได้จาก ห้างร้านต่างทยอยปิดตัวไป

 

 

NEW YORK — 
ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ เซียร์ส (Sears) ได้ยื่นขอสิทธิคุ้มครองจากการล้มละลาย ในวันจันทร์ ท่ามกลางหนี้มหาศาล ยอดขาดทุนสะสม และยอดขายที่ตกลงมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ภายใต้การปรับโครงสร้างใหม่ ห้างเซียร์ส ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าของสหรัฐฯ จะลดขนาดลงเป็นห้างค้าปลีกขนาดย่อม และปิดห้างที่มีอยู่แล้ว 142 แห่งทั่วอเมริกาภายในปีนี้

 

 

คนรุ่นเก่า ๆ กำลังหายไป ด้วยการก่อกวนทางดิจิตอล ทำให้ คนที่เป็นผู้บริหาร หรือ เป็นผู้นำ ต่างๆ ได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนการทำงาน ต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยนำประสบการณ์ ต่างๆ มาเป็นองค์ประกอบ ที่ไม่สามารถมาเป็นต้นแบบในการทำงานอีกต่อไป

หัวใจแห่งความสำเร็จในการเป็น “ผู้จัดการอัจฉริยะ” ในยุคนี้ มีองค์ประกอบ 3 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 เข้าใจตนเอง แน่นอนหลายคนมักคิดว่าตนเองเข้าใจตนเอง เข้าใจดีด้วยเพราะเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ความน่ากลัวที่สุดที่ทำให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จคือ ความไม่เข้าใจว่าตนเองนั้นมีจุดอ่อนอย่างไร บางคนมองเรื่องจุดอ่อนของตนเองเป็นเรื่องตลก ขบขัน และพยายามเปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่าตลอดเวลา ทัศนคติของผู้จัดการ ที่เป็นเช่นนี้ ต้องปรับโดยด่วน  เพราะยังมีองค์ความรู้อีกมากที่ถึงเวลา ต้องพัฒนากันใหม่ ให้สอดคล้องกับยุคสมัย และต้องพัฒนาไปในเวลาเดียวกัน พร้อม ๆ กันไป ผู้จัดการอัจฉริยะ จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่อง จิตวิทยาวาทศิลป และการโน้มน้าวใจ เทคนิคการขายอย่างมืออาชีพ การเจรจาต่อรอง การให้บริการลูกค้า และการนำเสนองาน มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความไม่ยอมรับความเป็นจริงที่ตนเองเป็นอยู่ ตัวอย่างง่าย ๆ ที่พบเห็นบ่อยคือ ยอดขายตกเพราะองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือ ออกแบบสินค้าก็ตามแนวความคิดเดิม ๆ ของตนเองแทนที่จะใช้ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นตัวตั้ง แต่ผู้จัดการกับโทษนู่น โทษนี่ โดยไม่เคยโทษว่าตัวเองคือต้นเหตุ แห่งปัญหา

 

 

ข้อที่ 2 มองโอกาสของความสำเร็จทางธุรกิจ  ถึงแม้ ผู้จัดการ บางคนมีความรู้ความสามารถมากมาย แต่บางครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะไม่รู้จะนำความรู้ที่ตนเองมีไปทำอะไร  เพราะมองโอกาสความสำเร็จทางธุรกิจไม่ออก ไม่รู้ถึงจังหวะ แนวทางและวิธีการ หรือช่วงไหนจำเป็นต้องขายสินค้าอะไร ช่วงไหนต้องบุก ช่วงไหนต้องถอย ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของวงจรผลิตภัณฑ์ ที่เป็นแนวทางในการวิเคราะห์โอกาส หรือจังหวะต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ หรือความเข้าใจในเรื่องของ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ หรือทำความเข้าใจ ถึงวิธีการ หรือ เทคนิคการขายใหม่ ๆ การปิดการขาย หรือ กลยุทธ์การเจรจาต่อรอง แบบ Win-Win  ทำอย่างไร ให้องค์กรตนเองประสบความสำเร็จ

 

 

ข้อที่ 3 นำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ ผู้จัดการหลายคน ยังใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ไม่คุ้นเคย หรือแม้แต่โปรแกรมพิมพ์เอกสารง่าย ๆ ยังไม่ถนัด….ในทางกลับกัน ผู้จัดการอัจฉริยะ บางคนประสบความสำเร็จ ด้วยความพยายามที่จะพัฒนาตนเอง ให้มีความรู้ความเข้าใจและนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นตัวช่วยทำให้งานเร็วขึ้น ดูดีขึ้น และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี เช่นจะมีเครื่องมือโซเชียลใดบ้างที่จะทำให้เราเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น..เพราะธุรกิจกับเทคโนโลยีต้องเป็นสิ่งควบคู่กันไป ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้อีกแล้ว..

ความสำเร็จ ที่จะสร้างตนเอง ให้เป็น ผู้จัดการอัจฉริยะ ไม่ใช่เรื่องยาก หรือหลายคนมักมองว่า การเป็นผู้จัดการอัจฉริยะ เป็นเรื่อง อุดมคติ หรือเป็น ผู้จัดการในอุดมคติ อยากจะบอกว่า ผู้จัดการคนไหน ที่มีความคิดเช่นนี้ต้องกลับไปอ่านข้อที่ 1 ใหม่เพราะ ผู้จัดการคนนี้ กำลังจะไม่เปิดใจยอมรับจุดอ่อนของตนเอง จึงอยากให้ลองเปิดใจ รับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่มาเร็ว ทำให้หลายคนตกงานโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ได้เตรียมตัว กับสิ่งที่เปลี่ยนไป วิธีการเปลียนแปลง เข้า อบรมหลักสูตรผู้จัดการ บ้าง ให้เห็นโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป แล้วเราจะคงมีความสุขต่อความสำเร็จตลอดไป..อิอิ เลิฟนะครับ

“ผู้จัดการอัจฉริยะ” สร้างได้- ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย